วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

นิยาย : หนุ่มนักศึกษาเกาหลี ( y น่ารักมากๆๆ )





เมื่อประมาณ ๓ เดือนที่แล้ว...
ผมบังเอิญได้รู้จักคนเกาหลีคนหนึ่ง เค้าชื่อยุนซิก 
วันนั้น ผมเข้าร้านขายยา ตั้งใจจะไปซื้อแค่ยาดมหลอดเดียว 
แต่ไปเจอยุนซิก ยืนเถียงด้วยภาษามือ กับคุณป้าเจ้าของร้าน 
ผมยืนรอตั้ง ๓ นาที แต่ทั้งคู่ก็ยังคงคุยกันไม่รู้เรื่องสักที 
ผมจึงตัดสินใจเดินเข้าไป เพื่อช่วยเป็นล่ามภาษาอังกฤษให้ 
สรุปคือ อีตานี่ท้องเสีย แต่เจ้าของร้านดันคิดว่าปวดท้องจุกเสียด

พอผมออกจากร้านขายยา เค้าก็เข้ามาขอบคุณ 
แล้วก็แนะนำตัวว่า...ชื่อยุนซิก(ชื่อพิลึกดี) 
เค้าได้การบ้านวิชา Photography ที่เรียนอยู่ 
แต่ด้วยความที่เค้าชอบการถ่ายรูป และอยากโชว์เพื่อนๆในห้อง...
ว่างานของเค้าต้องไม่ธรรมดา และต้องได้ A ทุกชิ้น
เค้าเลยลงทุนใช้ทั้งเงินเก็บตัวเอง และเงินที่ทางบ้านออกให้ส่วนหนึ่ง 
แล้วก็ Backpack คนเดียว มาถ่ายรูปการบ้านที่ประเทศไทย
ซึ่งเค้าบอกว่าอยากมาตั้งนานแล้ว 

ในใจผมคิดว่า...ไอ้เด็กคนนี้โคตรบ้าดีเดือด ตรงกันข้ามกับหน้าตาเลยนะ
คือเค้าจะออกแนวเคป๊อป เหมือนพวกดงบัง จูเนียร์ อะไรทำนองนี้ 
แต่ความใจกล้าเนี่ย...จาพนมยังต้องยกนิ้วให้ 
ทั้งเนื้อทั้งตัวเค้ามีแค่เป้ใบเดียว กล้องถ่ายรูปแขวนคอ 
ดิกฯสำหรับนักท่องเที่ยว แล้วก็หนังสือนำเที่ยวแค่นั้นเอง 

เค้าบอกว่า มีคนหลายคนเล่าให้เค้าฟังว่า...
คนไทยนิสัยดี ต้อนรับขับสู้คนต่างชาติด้วยไมตรี
และก็เป็น Land of Smile เค้าเลยรู้สึกอบอุ่นใจเป็นพิเศษ
แต่ผมแย้งไปว่าจะชาติไหนๆ มันก็มีทั้งคนดีคนเลวปะปนกันไป 
อย่าทำตัวพเนจรมากนัก เดี๋ยวเจออันตราย 
ยิ่งเค้าเป็นคนต่างชาติตัวคนเดียวด้วย ยิ่งน่าเป็นห่วง 
เค้าก็เปลี่ยนเรื่องคุย คือเค้าดูเป็นเด็กที่ดื้อมาก 
เวลาพูดประเด็นที่เค้าไม่ชอบใจ เค้าจะเบี่ยงประเด็นทันที 
เป็นพวกดื้อตาใสน่ะครับ หน้าเค้าออกหวานๆ ผมซอยทรงบอยแบนด์เกาหลี 
แต่เวลาจ้องตารู้เลยว่า...เป็นคนหัวแข็งทีเดียว!

สุดท้าย ผมเลยให้นามบัตรเค้าไป
แล้วบอกว่าถ้าอยากได้เพื่อนเที่ยว...หรือมีปัญหาก็โทรหาผมได้ 
ถ้าผมไม่ติดงานอยู่ ผมยินดีช่วย และยุนซิกก็โทรมาจริงๆ ในเย็นวันนั้น 
มาชวนไปนั่งกินข้าวเป็นเพื่อน แล้วเค้าก็ขอปรึกษาเรื่องที่พัก...
ว่ามีที่ไหนราคาถูก และสะอาดบ้าง ผมเห็นว่าเค้าเป็นนักศึกษา
ดูๆแล้วท่าทางไม่มีพิษภัย เลยเสนอว่าช่วง ๑ สัปดาห์ ที่เค้าจะอยู่ที่ไทย
เค้าจะพักที่คอนโดฯของผมก็ได้ ผมอยู่คนเดียว...
จะได้เซฟค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง
แต่มีข้อแม้ว่า...ทุกวัน เค้าจะต้องกลับถึงห้องก่อนเที่ยงคืน!
(เพราะผมมักจะนอนแล้ว และไม่ชอบให้ใครมาเคาะประตูเรียก) 

เค้าดีใจ ยกมือไหว้ แล้วพูดภาษาไทยออกมาเลยว่า...ขอบ-คุณ-ครับ
พูดไม่ชัด แต่เห็นเจตนาเลยว่า...เค้าพูดออกมาจากใจจริง 
แล้วผมก็ให้มือถือเค้ายืม ในระหว่างที่เค้าพักกับผม 
เผื่อมีอะไร...จะได้โทรบอกได้
ช่วงที่อยู่ด้วยกัน ผมคิดว่า...ผมหลงรักยุนซิกไปแล้วแหละครับ 
ไม่เคยเห็นผู้ชายที่ไหน ผิวขาวละเอียดแบบนี้มาก่อน 
หน้าตาเค้าน่ารักด้วยแหละ แต่ก็พยายามข่มใจว่า...
เราเป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องวางตัวให้ดูดี สมกับวุฒิภาวะ 

ผมทำงานเอเยนซี่โฆษณา ซึ่งมันก็เป็นงานที่รับผิดชอบสูง...
และหนักหน่วงมากทีเดียว แต่ทุกวัน ผมจะพยายามเคลียร์งานให้เสร็จเร็ว
และทำออกมาให้เนี้ยบที่สุด เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาตามแก้งาน
และทำให้เลิกงานได้เร็วขึ้น จะได้มีเวลาตระเวณขับรถพายุนซิก...
ไปถ่ายรูปทั่วกรุงเทพ ค่ำๆเราสองคนก็กินข้าวด้วยกัน 
ส่วนตอนเที่ยง ถ้าหาเรื่องแวบออกไปได้ ก็ต้องออกไปกินกับยุนซิกทุกครั้ง

เคยอยู่ครั้งหนึ่ง ผมไม่รู้เรื่อง จะพาเค้าไปกินฟูจิ แล้วเค้าหน้าบึ้งเลย
บอกว่าถ้าจะให้เค้ากินที่นี่ เค้ายอมอดตายดีกว่า 
แล้วก็เดินสะบัดหันหลังให้ผม
เดินเข้าห้องน้ำไปเลย ผมก็ตามเข้าไปถามเค้าดีๆว่า...
"What's wrong with you, Yun-Sik?"
ยุนซิกของขึ้นพอดี พูดออกมาทำนองว่า...
ถ้าผมเก่งถึงขนาดทำงาน ในเอเยนซี่โฆษณาได้ 
ก็น่าจะหาหนังสือประวัติศาสตร์เอเชีย ไว้ประดับความรู้รอบตัวซักเล่มนะ 
ไปร้านหนังสือไหม เค้าจะออกตังค์ซื้อให้?

ได้ยินอย่างนี้ ผมก็ของขึ้นเหมือนกัน ถามเค้ากลับไปว่า...
นี่หรือคือกิริยาที่เค้าสมควรใช้ กับคนที่ให้ความช่วยเหลือเค้า?
แล้วผมก็เดินหนี ขับรถกลับออฟฟิศทันที ข้าวท่งข้าวเที่ยงไม่กินมันแล้ว!
วันนั้นทั้งวันเค้าเงียบไปเลย ไม่โทรฯหา 
จนผมกังวลว่า...เค้าจะเป็นอะไรหรือเปล่า?

จนซัก ๒ ทุ่มกว่าๆ เค้าโทรฯหาผม ร้องห่มร้องไห้ คุยไม่รู้เรื่องเลย 
ผมบอกให้เค้าตั้งสติดีๆ ใจเย็นๆ จนเค้าเงียบลง ถึงจะคุยกันรู้เรื่อง 
สรุปก็คือ ตอนนี้เค้าอยู่พัทยา นั่งรถเมล์มาจากเอกมัย เพื่อมาถ่ายรูป
(ทำได้ไงวะ?)
แล้วโดนล้วงกระเป๋า ไม่มีเงินติดตัวซักบาท แต่พาสปอร์ตของเขายังอยู่
เค้าจะเอาไปให้ใครช่วยได้บ้าง? ผมบอกให้เค้าหาป้อมตำรวจนักท่องเที่ยว 
หรือจุดบริการนักท่องเที่ยวอะไรก็ได้ เค้าบอกว่าเค้าเดินมาไกลมากแล้ว 
ไม่เจออะไรที่ว่าเลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า...ตอนนี้อยู่ส่วนไหนของพัทยา 
แล้วเค้าก็ร้องห่มร้องไห้อีกรอบ

ตอนนั้น ผมปวดหัวกับเด็กคนนี้มาก อวดเก่ง ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง 
แต่จะให้วางเฉยเสียก็ทำไม่ได้ ก็คนมันรู้จัก...ผูกพันกันแล้วนี่นา
เมื่อก่อนผมเที่ยวพัทยาบ่อย พอจะรู้จักเส้นทางพอสมควร 
เลยบอกให้เค้าหาสถานที่ ที่คิดว่าเป็นจุดเด่นอะไรก็ได้ในพัทยา 
เป็นโรงแรม หรือห้างอะไรก็ได้ ที่คิดว่าไม่เปลี่ยว แล้วนั่งรออยู่ตรงนั้น 


ผมขับรถออกจากกรุงเทพไปพลาง คุยโทรศัพท์เป็นเพื่อนเค้าไปพลาง 
จนเค้าบอกว่า...ตอนนี้อยู่หน้าห้าง ที่มีเครื่องบินปักอยู่ 
ทำให้ผมค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นมาหน่อย
เด็กคนนี้เก่งแฮะ! เดินมั่วๆไปเจอรอยัล การ์เดนได้ยังไง 
ผมจำทางแถวนั้นได้ด้วย เลยคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร 
แต่ระหว่างทางที่ขับรถไป ประมาณบางประกงได้ ยุนซิกบอกว่า...
แบตฯมือถือเค้ากำลังจะหมดแล้ว จะทำยังไงดี ก่อนที่โทรศัพท์จะตัด?

ผมบอกเค้าว่า...เราคงต้องเชื่อใจกันแล้วล่ะ 
ไม่ว่าจะนานแค่ไหน เค้าก็ต้องนั่งรอผมอยู่ตรงนั้น 
อย่าเฉไฉนอกจุดนั้นเด็ดขาด!
แม้แค่ ๕ นาทีก็อาจทำให้คลาดกันได้ เค้าจะดื้อแค่ไหนผมไม่รู้...
แต่ครั้งนี้ เค้าต้องฟังผมเท่านั้น! แล้วก็บอกลักษณะว่า...
ต่างคนต่างใส่เสื้อสีอะไรอยู่ จะได้หากันง่ายขึ้น เพราะมันก็ดึกแล้ว
ตกลงกันเสร็จ ยุนซิกรับปากว่าจะนั่งรอตรงนั้น ไม่ไปไหนเด็ดขาด!

ตอนเจอหน้ากัน หน้าห้างรอยัล การ์เดน
เห็นผมเดินใส่เสื้อยืดแดงแปร๊ดมาแต่ไกล ยุนซิกตะโกนสุดเสียง...
เรียกชื่อผม แล้ววิ่งพุ่งเข้ากอดผม ร้องไห้แงๆเหมือนคนบ้าเลย!
คนแถวนั้นผ่านไปมอง เห็นมืดๆ นึกว่าคู่เกย์กอดกันอยู่มั้ง?
ผมทั้งขำ ทั้งโมโห ทั้งโล่งอก แต่ก็ดีใจที่เค้าปลอดภัย 
คืนนั้นเหนื่อยมากครับ ขับรถกลับกรุงเทพฯไม่ไหว 
เลยต้องเปิดโรงแรมนอนที่พัทยา 

คืนนั้น ยุนซิกนอนร้องไห้ทั้งคืน
เค้าพึมพำว่า...คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน พูดซ้ำไปซ้ำมา 
ผมสอนเค้าไปว่า...เป็นไงล่ะ Land of Smile ในอุดมคติของแก?
บอกแล้วว่าคนมันมีทั้งดีทั้งเลว นี่ถ้าเป็นผู้หญิง ยังมีสิทธิ์โดนฉุดได้อีก 
อย่ามองโลกในแง่ดีจนไปนัก ถือซะว่าเป็นบทเรียนราคาแพง 
ให้จดจำไว้จนวันตายเลยทีเดียว!

จนถึงคืนก่อนที่เค้าจะต้องขึ้นเครื่อง ผมไม่สามารถไปส่งเขาได้
เนื่องจากเวลาที่เขาขึ้นเครื่องวันนั้น ผมต้องทำ Presentation 
ให้ลูกค้าระดับบิ๊ก ซึ่งเป็นที่ทราบกัน ในวงการโฆษณาว่า...
จำเป็นต้องทำงานร่วมกันเป็นระบบ 
ทั้ง Creative, Strategic Planner, AE., ฯลฯ 
ถ้าขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มันจะเดือดร้อนต่อกันเป็นทอดๆ 
อีกอย่าง ผมก็ไม่อยากเอาเรื่องส่วนตัว มาปะปนกับหน้าที่การงาน

คืนวันสุดท้าย ที่ยุนซิกนอนคอนโดฯ
ผมก็บอกเค้าตามตรงว่า...พรุ่งนี้เค้าต้องกลับเอง 
ผมเบิกเงินสดมาจำนวนหนึ่ง ให้เขาใช้ตอนเดินทางจนกลับถึงบ้าน 
แต่เขาต้องไปจัดการ แลกเปลี่ยนสกุลเงินเอง เพราะผมไม่ว่างจริงๆ 
ยังไงตื่นมาถ้าไม่เห็นผม ก่อนออกจากห้อง...ก็ล็อคประตูให้ด้วยแล้วกัน

ตอนนอนอยู่บนเตียง ยุนซิกก็พูดลอยๆขึ้นมาว่า...
เราจะไม่ได้เจอกันอีกแล้วนะ
เค้าไม่มีปัญญามา เที่ยวต่างประเทศบ่อยๆหรอก
ผมก็ถามกลับกวนๆ "So What?" (แล้วไงล่ะแก?)
พอผมถามจบ ยุนซิกก็ขึ้นคร่อมผม เข้ามาไซ้ซอกคอของผม
ผมก็ผลักเขาออกไปเบาๆ ถามว่า...ต้องการอะไรกันแน่?
แต่เค้ากลับตอกกลับได้แทงใจดำยิ่งกว่า...

ยุนซิกถามว่า...ผมต่างหาก ที่ต้องการอะไร?
เค้าบอกว่า...เค้ารู้นะว่าผมเป็นเกย์ 
ผู้ชายที่ไหน...จะให้ความช่วยเหลือ คนแปลกหน้าถึงขนาดนี้ 
เค้ารู้ตั้งแต่ผมให้นามบัตรเค้าแล้วล่ะ ตอนแรกเค้าคิดแค่ขำๆ 
คิดว่าผมคงเต็มใจช่วยเค้านิดๆหน่อยๆ 
และพอถึงวันที่เค้าต้องกลับ ก็คงมีความทรงจำดีๆให้กันแค่นั้น

ตอนที่เค้าหลงอยู่พัทยา แล้วผมขับรถมารับจากกรุงเทพฯ
ไหนจะเรื่องเงินค่าเดินทางกลับบ้านอีก เค้ารู้สึกว่ามันเป็นบุญคุณ...
เกินกว่าที่เค้าจะหามาคืนได้หมด เค้าไม่ใช่เกย์ มีแฟนเป็นผู้หญิงแล้ว 
แต่ถ้าผมต้องการมีอะไรกับเค้า เค้าก็ยินดีทำให้ทุกอย่าง... 
จะให้เค้าเป็นฝ่ายรับเค้าก็ยอม

ผมงี้น้ำตาซึมเลย ไอ้นี่มันเป็นเด็กดีจริงๆ ผมทำเค้าไม่ลงหรอก 
ขอแค่เค้าช่วยนอนกอดผมได้ไหม? ผมไม่ได้นอนกอดใคร 
อยู่คนเดียวแบบนี้มา ๓ ปีแล้ว เราก็นอนกอดกันจนหลับไป 
มันเป็นแค่ความสุขเล็กๆน้อยๆ ของคนตัวคนเดียวอย่างผม 
ส่วนเค้าก็ขอนับผม เป็นพี่ชายต่างสายเลือดอีกคน 
ถ้าเค้ามีอาชีพการงานที่ดี มีเงินเก็บมากพอเมื่อไหร่...
เค้าสัญญาว่า...จะกลับมาเยี่ยมผมอีกครั้งอย่างแน่นอน!

เย็นวันรุ่งขึ้น...
ผมขาย Campaign ต่อหน้าลูกค้าได้ห่วย จากมาตรฐานเดิมที่เคยทำไว้ 
เวลาลูกค้ายิงคำถาม ผมก็ตอบคำถามแบบตะกุกตะกัก 
ดูไม่เป็นมืออาชีพเลย จนรุ่นน้องต้องเข้ามาช่วยรับมือ แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี 
ผมกลับถึงคอนโดฯ อะไรๆที่มันรุงรังก็สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย 
คิดว่ายุนซิกคงทำความสะอาดห้อง เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจ
แล้วก็เห็นกระดานไวท์บอร์ด ที่ผมเอาไว้จดกำหนดงาน 
ยุนซิกเค้าเอาปากกาสีแดง เขียนเป็นตัวอักษรตัวยึกๆยือๆ 
ทิ้งเอาไว้ตัวโตๆว่า...ขอบคุณครับ


มือถือที่ผมให้เค้ายืมใช้ เค้าก็วางคืนไว้ให้
เห็นแค่นั้นก็เจ็บปวดใจมากพอแล้ว แต่พอเปิดลิ้นชักไปเจอยาดม...
หลอดที่ผมไปซื้อจากร้านยา ร้านที่ผมเจอกับเค้าครั้งแรก 
ผมระเบิดต่อมน้ำตาออกมาเลย คุมตัวเองไม่อยู่แล้ว ตอนนั้นทรมานมาก 
คิดว่าทำไมวะ...ทำไม รู้จักกันแค่สัปดาห์เดียว ทำให้ผมบ้าได้ขนาดนี้?
ร้านยาก็มีเยอะแยะ เสือกรนหาที่ไปเข้าร้านนี้ 
ถ้าต้องเจ็บแบบนี้ ไปซื้อร้านอื่นดีกว่า
เป็นห่วงก็เป็นห่วง ไม่รู้เค้าจะกลับถึงบ้านมั้ย? ติดต่อกันก็ไม่ได้ 

ตอนนั้น ผมสติแตกไปเลย เป็น ๑ เดือนที่ทุลักทุเลมาก 
กินเหล้าวันเว้นวัน ออกไปเที่ยวเทค ซึ่งปกติก็ไม่ค่อยชอบไปอยู่แล้ว 
ทำงานมีข้อบกพร่อง จนเจ้านายต้องเรียกไปคุย 
ผมถึงได้สติขึ้นมา เพราะคำสอนจากผู้ใหญ่ 
(บวกกับคำเตือน ในเอเยนซี่ผม มีกฎเหล็กว่าทำงานพลาดในเรื่องเดียวกัน...
ได้ไม่เกิน ๓ ครั้ง มากกว่านั้น...ควรพิจารณาตัวเอง!) 

เวลา และเพื่อนร่วมงาน ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้น 
ตอนนี้ก็ดีขึ้นเยอะแล้วครับ คิดเสียว่า...เราได้มีโอกาสช่วยเค้าเพราะเป็นกรรม
แค่ช่วงหนึ่งที่เคยติดค้างกันไว้ ตั้งแต่ชาติก่อน หมดหนี้แล้วเค้าก็จากไป 
ผ่านไปเกือบ ๓ เดือน เมื่อผมเข้าไปเช็คเมล 
จู่ๆผมก็เจอเมลประหลาด จั่วหัวว่า...
"Hi! Brother Oat, Could you remember me?"

พอเปิดเข้าไปอ่าน ผมแหกปากลั่นออฟฟิศเลยครับ 
ยุนซิกส่งรูปตอนเค้าอยู่มหาวิทยาลัย มาให้ผมดู
เป็นรูปที่ถ่ายเดี่ยวบ้าง ถ่ายร่วมกับเพื่อนๆบ้าง ประมาณ ๒๐ กว่ารูป 
เค้าเอาเมล์ผมมาจากนามบัตร ที่ผมเคยให้เค้าไว้นั่นแหละ 
เค้าบอกว่า...เค้าถึงบ้านตั้งนานแล้ว ขอโทษที่ไม่ได้ส่งข่าว
เพราะตอนเค้ากลับถึงบ้าน พ่อของเค้าต้องผ่าตัดพอดี เรียนก็หนัก...
เลยไม่มีเวลาติดต่อกลับไป ครอบครัวของเค้าฝากขอบคุณผมด้วย 

งานรูปถ่าย...
ที่เค้าทุ่มทุนสร้างมาถ่ายถึงไทย Got A เรียบร้อยแล้วครับ A ด้วยนะ 
แล้ววีรกรรมที่ไปก่อไว้ในไทย กับเรื่องพี่ชายคนใหม่...
ก็เอาไปพูดในวิชา Speech ได้ A เหมือนกัน 
ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดัง และดังนานที่สุดในคลาสนี้ 
เพื่อนผู้หญิงบางคน ถึงกับน้ำตาซึมเลยทีเดียว 
มีแต่คนบอกว่า...อยากไปประเทศไทย 
(อยากโดนล้วงกระเป๋ากันรึไง...ไอ้พวกนี้?) 

ผมดีใจมากๆ ที่ได้รับรู้ความเป็นไปของเค้า 
แม้จะตัดใจได้ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้หรอกว่า...
การที่ไม่มีโอกาส ได้รับรู้ตัวตนของคนที่เราเป็นห่วงเลยนั้น 
มันทรมานขนาดไหน ยิ่งอยู่คนละแผ่นดินด้วยแล้ว...
ยิ่งเจ็บจนบอกไม่ถูกเลยครับ

ผมก็ติดต่อเค้ากลับไป ได้คุยกันพักหนึ่ง 
แค่ได้รู้ว่า...จากวันที่ผมให้เงินเค้ากลับบ้าน แล้วเค้าถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ
ผมก็ดีใจมากแล้ว ไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงอีก

"ขอให้น้องของพี่คนนี้...
ประสบความสำเร็จในชีวิต จบเป็นบัณฑิตไวๆนะ
ทุกอย่างที่พี่ทำให้ พี่ไม่เคยหวังคำสรรเสริญ 
ไม่หวังว่าน้องจะต้องตอบแทน 
พี่ให้เพราะพี่อยากให้ แม้เราจะคนละสายเลือดก็ตาม
"



ยุนซิก น่ารัก >_< !!!!! น่ารักมากกกกกกก สุดๆๆๆๆๆ
ความ รักนี้มันเกิดกับใครก็ได้หมดเลยอ่ะ ชอบ
 ยุนซิก เสีย อย่าง เจ้าชู้ (เด็กๆไม่ควรทำตาม)



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น